รวมรหัสตัวถัง Honda Civic รุ่นฮิตติดปาก เรียกให้ถูกจะได้คุยกับเขารู้เรื่อง

รหัสตัวถังยอดฮิตจากตระกูล Honda Civic ที่เหล่านักเลงรถตัวจริงเขารู้กัน มีรหัสอะไรบ้าง แล้วแต่ละรุ่นหน้าตาเป็นอย่างไร? ไปไขข้อข้องใจกัน

สำหรับตัวย่อที่เรามักจะได้ยินบ่อยๆ นั้น มันคือ “Chassis Code” หรือรหัสตัวถังซึ่งสามารถใช้ระบุรุ่น และเจเนอร์เรชั่นของโมเดลนั้นได้นั่นเอง โดยส่วนใหญ่แล้วคนที่เล่นรถจะรู้กัน ส่วนรุ่นฮิตติดปากที่นิยมกันนั้นจะมีรุ่นอะไรบ้าง เราไปชมกันเลย

Civic SB4

Honda Civicรุ่นแรกที่เข้ามาขายในไทยอย่างเป็นทางการนั่นคือCivicซึ่งถือเป็นเจเนอร์เรชั่นที่ 3 ของโลก ปรากฏตัวในปี 1983 โดยในไทยจะมีขายเฉพาะตัวถัง 4 ประตูเท่านั้น โดยมีรหัสตัวถังว่าSB4ซึ่งตอนนี้ถือว่าเป็นรุ่นในตำนานที่หลายคนตามหามาอนุรักษ์กัน

Civic EF

สำหรับCivic EFนั้น ถือเป็นรุ่นที่สร้างชื่อให้กับ Honda Civic ในประเทศไทย โดยจะมีรหัสย่อยด้วยกัน 2 รหัสที่จำกันง่ายๆ คือ ในตัวถังแบบ Sedan จะเรียกว่า EF4 ส่วนในตัวถัง Hatchback จะเรียกกันว่า EF9ซึ่งรุ่นนี้หากใครมีเก็บในสภาพที่สมบูรณ์ตอนนี้มีค่าดั่งทอง

Civic EG

รุ่นนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก สำหรับ Civic 3 ประตู หรือที่หลายๆ คนจะเรียกกันว่าเตารีด เนื่องจากตัวถังมาในรูปแบบสามประตู และมีความโค้งมน ท้ายตัดดูคล้ายกับเตารีดนั่นเอง แต่ถ้าในวงการมีรหัสตัวถังเรียกว่าEGโดยแบ่งเป็นตัวถัง Hatchback เรียกว่าEG6และตัวถัง Sedan เรียกว่าEG9นั่นเอง

Civic EK

สำหรับโฉมนี้หลายท่านจะเรียกกันว่าซีวิคตาโต ซึ่งมาจากไฟหน้าที่ได้รับการเปลี่ยนให้ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น แต่รหัสตัวถังของมันนั้นคือCivic EKและความพิเศษของรุ่นนี้คือ เป็นรุ่นแรกที่มีตัวถัง Coupe 2 ประตู โดยใช้ชื่อรหัสว่า EJ แถมยังมีตัวแรง ดีกรีรถแข่งอย่าง Type-R ที่ใช้ชื่อตัวถังว่า EK9

Civic ES

สำหรับโฉมนี้ หลายคนอาจจะรู้จักกันในนาม Civic Dimensionตามสโลแกนช่วงเปิดตัวนั่นเอง แต่จริงๆ แล้วรหัสตัวถังที่นักเลงรถนิยมเรียกกันคือ Civic ES แต่จะเรียก Dimension ก็ไม่ผิดแปลกอะไร เพราะคนทั่วไปก็รู้จักกันดี โดยมีเฉพาะตัวถังแบบ 4 ประตูเท่านั้น

Civic FD

สำหรับโมเดลนี้ เป็นโฉมที่ฮอตฮิต และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก โดยมีรหัสตัวถังว่า Civic FDซึ่งปัจจุบันก็ยังขับกันเต็มท้องถนน และเป็นรุ่นที่วัยรุ่นสายซิ่งนิยมหามาแต่งกันเพิ่มเติม เนื่องจากมีราคาไม่แพงมาก และมีของแต่งรองรับเยอะเป็นพิเศษ เพราะเจ้า Civic FD นั้น มาพร้อมกับรหัสแรงตัวแข่งอย่าง Type-Rโดยใช้รหัสตัวถังว่า FD2

Civic FB

มาต่อกันที่เจเนอร์ชั่นถัดมา ซึ่งถูกปรับดีไซน์ใหม่ให้มีความร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น โดยใช้ชื่อรหัสตัวถังว่าCivic FBโดยโฉมนี้ขึ้นชื่อว่าเป็น Civic ที่มีความหรูหราที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเป็นรุ่นแรกที่มีเครื่องยนต์ Hybridออกมาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

Civic FC

และนี่คือเจเนอร์เรชั่นล่าสุดของตระกูล Honda Civic ที่เรียกได้ว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ Civic เพราะครั้งนี้มาพร้อมกับขุมพลังเทอร์โบ ที่ลดขนาดเครื่องยนต์ (Downsizing) เหลือเพียง 1.5 เท่านั้น และยังมีขายในรุ่นเครื่องยนต์ N/A ที่ขนาด 1.8 ลิตร โดยในตัวถัง Sedan จะเรียกกันว่า Civic FC

Civic FK

ส่วนโฉมนี้จะเป็นรหัสตัวถังที่ใช้เรียก Honda Civic Hatchback โดยมีรหัสตัวถังว่า Civic FKโดยจะมีจำหน่ายเฉพาะเครื่องยนต์ 1.5 Turbo เท่านั้น ซึ่งสิ่งที่ทำให้โฉมนี้ได้รับความนิยมเป็นพิเศษก็คือ การปรากฏตัวอีกครั้งของสายรหัสแรง Type-R นั่นจึงทำให้สายซิ่งนิยมหาแต่งกันเพิ่มเติม โดยสายรหัส Type-R นั้น จะถูกเรียกว่า Civic FK8

ยลโฉม 2020 Toyota Yaris Hatchback สเปกอเมริกา พัฒนาบนพื้นฐาน Mazda 2

2020 Toyota Yaris Hatchback ได้รับการเผยโฉมอย่างเป็นทางการ ก่อนการออกโชว์ตัวจริงบนเวทีนิวยอร์ก ออโต้โชว์ในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้

Yaris Hatchback จะออกทำตลาดสหรัฐอเมริกาแทนที่ Yaris Liftback ซึ่งมียอดขายไม่ดีเท่าใดนัก โดยพัฒนาบนพื้นฐานของ Mazda 2 ที่ขายดิบขายดีในบ้านเรา รูปลักษณ์ภายนอกจึงคุ้นตาแต่ก็ได้รับการปรับปรุงรายละเอียดใหม่โดยถ่ายทอดสไตล์มาจากรุ่น Yaris Sedan ทั้งกระจังหน้าและไฟหน้า LED มีไฟตัดหมอก กล้องมองหลัง และล้ออลูมิเนียมขนาด 16 นิ้ว

ไฮไลท์ในส่วนอื่นๆ ยังรวมถึงท่อไอเสียโครเมียม กระจกมองข้างปรับและพับไฟฟ้า มาพร้อมไฟเลี้ยวในตัว มิติตัวถังมีขนาดยาว 4,105 มม. พื้นที่จัดเก็บสัมภาระอยู่ที่ 450.2 ลิตร และมีระยะฐานล้อยาวขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับรุ่นเดิม


ภายในห้องโดยสารยกมาจาก Mazda 2 ทั้งหมด พวงมาลัยเป็นแบบสามก้าน มีหน้าจออินโฟเทนเมนท์ขนาด 7 นิ้ว รองรับแอนดรอยด์ ออโต้และแอปเปิล คาร์เพลย์ พร้อมระบบนำทางจีพีเอส เครื่องเสียงลำโพง 6 ตัว ปุ่มสตาร์ท การตกแต่งด้วยวัสดุโครเมียม ระบบปรับอากาศควบคุมอัตโนมัติ เบาะหุ้มหนัง ที่ปัดน้ำฝนอัตโนมัติ และอื่นๆ

ระบบความปลอดภัยมาตรฐาน โดยไฮไลท์อยู่ที่ระบบป้องกันการชนด้านหน้าที่ความเร็วต่ำซึ่งจะมีฟังก์ชั่นช่วยเบรกอัตโนมัติถ้าผู้ขับขี่ไม่ตอบสนองต่อความเสี่ยงที่จะเกิดการชนด้านหน้า

เครื่องยนต์เบนซินบล็อกคุ้นเคย ขนาด 4 สูบ ความจุ 1.5 ลิตร พละกำลัง 106 แรงม้า ส่งกำลังด้วยระบบเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

จากัวร์ เปิดตัวรถยนต์พลังงานไฟฟ้า I-PACE (ไอ-เพซ) พร้อมขาย Motor show2019

บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้าและตัวแทนจำหน่ายรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์อย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เปิดตัวรถยนต์ JAGUAR I-PACE (จากัวร์ ไอ-เพซ) นำเสนอสมรรถนะที่ยั่งยืนด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) ราคาจำหน่ายเริ่มต้น 5,499,000 บาท สำหรับรุ่น S พร้อมมอบแคมเปญพิเศษช่วงเปิดตัว ฟรี Wallbox สำหรับการชาร์จไฟรถยนต์จากัวร์ ไอ-เพซ

พร้อมกันนี้ทางจากัวร์ได้ประกาศปรับราคาจำหน่ายเริ่มต้นรถยนต์ รุ่น E-Pace (อี-เพซ) โดยราคาเริ่มต้นเพียง 3,299,000 บาท จากเดิมที่ประกาศราคาเริ่มต้นไว้ที่ 3,600,000 บาท และพิเศษอัตราดอกเบี้ย 0% ระยะเวลา 48 เดือน ด้านแลนด์โรเวอร์ สำหรับรถ SUV ขนาดกลาง รุ่น Discovery Sport (ดิสคัฟเวอรี่ สปอร์ต) มีการปรับราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 3,199,000 บาท จากเดิมที่ประกาศราคาเริ่มต้นไว้ที่ 3,499,000 บาท และพิเศษอัตราดอกเบี้ย 0.99% ระยะเวลา 48 เดือน พร้อมมอบความอุ่นใจและปลอดภัยตลอดทุกการเดินทางด้วย “Worry-Free Program นาน 5 ปี” ให้ความคุ้มค่ากับการรับประกันคุณภาพ บริการซ่อมบำรุงฟรี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับลูกค้าที่จองในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 40 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2562 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี

จากัวร์ ไอ-เพซ รถสปอร์ตด้วยรูปลักษณ์สง่างาม ผสานด้วยความปลอดภัย พร้อมเทคโนโลยีล้ำยุคและประโยชน์ใช้สอยในฐานะรถ SUV ห้าที่นั่ง เพื่อส่งจากัวร์สู่ตำแหน่งผู้นำแห่งวิวัฒนาการยานยนต์พลังงานไฟฟ้า นำเสนอด้วย 10 ความโดดเด่นของจากัวร์ ไอ-เพซ อันได้แก่

1. ระยะทางขับขี่สูงสุด 470 กิโลเมตรต่อการชาร์จไฟฟ้า 1 ครั้ง

2. อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 4.8 วินาที

3. พละกำลัง 400 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 696 นิวตันเมตร

4. ใช้แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ชนิด Pouch cells ที่มีน้ำหนักเบาและใช้พื้นที่ในการจัดเก็บน้อย ขนาด 90 กิโลวัตต์ชั่วโมง

5. สำหรับการชาร์จแบตเตอรี่จาก 0-80 เปอร์เซ็นต์ ใช้เวลาเพียง 20-40 นาที ผ่านเครื่องอัดประจุไฟฟ้ากระแสตรง DC (Quick charge) หรือ ภายในเวลาประมาณ 10 ชั่วโมง ด้วยเครื่องอัดประจุไฟฟ้ากระแสสลับ AC (Home wall box)

6. รองรับโดยสถานีชาร์จแบตเตอรี่ที่ให้บริการมากกว่า 400 สถานี โดย EA Anywhere

7. ออกแบบตามหลักอากาศพลศาสตร์ ด้วยฝากระโปรงที่ต่ำ เส้นขอบหลังคาที่แผ่กว้าง และท้ายรถทรงเหลี่ยม มีค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านเพียง 0.29 เท่านั้น

8. จุดศูนย์ถ่วงต่ำ มีความเสถียรในการขับเคลื่อนและการบังคับเลี้ยว

9. มอบการรับประกันแบตเตอรี่ 8 ปี หรือ 160,000 กม.

10. พร้อม 5 Years Worry Free Program ประกอบด้วย รับประกันนาน 5 ปี บริการซ่อมบำรุงฟรี 5 ปี และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง นาน 5 ปี

ชาญชัย มหันตคุณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินช์เคป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ไฮไลท์ในงานปีนี้ คือการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า จากัวร์ ไอ-เพซ ซึ่งมอบประสบการณ์ด้านสมรรถนะ การควบคุมขณะขับขี่ และความประณีตที่เหนือกว่าโดยมีผู้ขับขี่เป็นศูนย์กลาง พร้อมด้วยเทคโนโลยีการขับเคลื่อนสี่ล้อ อัตราเร่งจาก 0 ถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ภายใน 4.8 วินาที รถพลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกของเราจึงสามารถเร่งความเร็วได้อย่างฉับพลันบนพื้นผิวทุกชนิดและทุกสภาวะ ล่าสุดได้รับการการันตีด้วยรางวัล European Car of the Year 2019 และอีก 21 รางวัลจากสถาบันชั้นนำระดับโลก อาทิ รางวัล BBC Topgear EV of the Year, รางวัล German Car of the Year, รางวัล Norway Car of the Year, รางวัล Scottish Car of the Year, รางวัล Sunday Times Car of the Year และรางวัล Auto Express New Car of the Year เป็นต้น

จากัวร์ ไอ-เพซ เปิดตัวด้วยราคาจำหน่ายเริ่มต้น 5,499,000 บาท ซึ่งโควต้าการผลิตและจำหน่ายสำหรับประเทศไทยมีเพียง 12 คัน ในปี 2562 หากความต้องการของตลาดมีมากกว่าจะต้องสั่งจองและรอปีถัดไป สำหรับลูกค้าที่จองก่อนเปิดตัวและจองภายในงาน Motor Show ทางบริษัทฯ จะเริ่มส่งมอบรถให้แก่ลูกค้าภายในเดือนสิงหาคมปีนี้ ซึ่งทุกท่านจะได้รับฟรี Wallbox สำหรับรองรับการชาร์จไฟรถยนต์จากัวร์ ไอ-เพซ ที่บ้าน โดยบริษัทฯ ได้ประสานความร่วมมือกับ บริษัท พลังงานมหานคร จำกัด ผู้ให้บริการสถานีอัดประจุไฟฟ้า EA Anywhere ในการบริการติดตั้งเครื่องชาร์จ Wallbox และบริการสถานีชาร์จไฟฟ้าสำหรับลูกค้าจากัวร์”

ชาญชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า “เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคในการเข้าถึงและเป็นเจ้าของรถยนต์จากัวร์ แลนด์โรเวอร์ได้ง่ายขึ้น ทางเราได้ปรับราคาจำหน่ายเริ่มต้นของรถยนต์ จากัวร์ อี-เพซ โดยราคาเริ่มต้นที่ 3,299,000 บาท จากเดิมราคาเริ่มต้นที่ 3,600,000 บาท ด้านแลนด์โรเวอร์ ให้ท่านสามารถเป็นเจ้าของแลนด์โรเวอร์ ดิสคัฟเวอรี่ สปอร์ต ได้ในราคาเริ่มต้นเพียง 3,199,000 ล้านบาท จากเดิมราคาเริ่มต้น 3,499,000 บาท และมอบข้อเสนอพิเศษด้านอัตราดอกเบี้ยสำหรับรถทุกรุ่นภายในงาน”

ข้อเสนอพิเศษสำหรับลูกค้าที่จองรถยนต์จากัวร์และแลนด์โรเวอร์ ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 40 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2562

Jaguar (จากัวร์)

* Jaguar I-Pace ฟรี Wallbox สำหรับรองรับการชาร์จไฟรถยนต์ที่บ้าน

* Jaguar E-Pace ราคาเริ่มต้น 3.299 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1

* Jaguar F-Pace, Jaguar XE, Jaguar XF ดอกเบี้ย 0% นาน 36 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1

Land Rover (แลนด์โรเวอร์)

* Land Rover Discovery Sport ราคาเริ่มต้น 3.199 ล้านบาท ดอกเบี้ย 0.99% นาน 48 เดือน

* Range Rover Evoque และ Range Rover Velar ดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน พร้อมฟรีประกันภัยชั้น 1

* พิเศษสำหรับเจ้าของรถยนต์ Range Rover Sport เมื่อเปลี่ยนเป็น Range Rover Sport Plug-in

Hybrid คันใหม่ เพิ่มมูลค่าคันเก่าสูงสุด 500,000 บาท

*เงื่อนไขเป็นไปตามที่บริษัทฯกำหนด

เชฟโรเลต เปิดโชว์ แคปติวา รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ งานมอเตอร์โชว์ 2019

เชฟโรเลต เปิดโชว์ แคปติวา รถอเนกประสงค์รุ่นใหม่ งานมอเตอร์โชว์ 2019 วางตลาดในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 งัดกลยุทธ์ด้านราคาสู้ คาดกวาดล็อตแรก 2,000 ปีนี้ 


ปิยะนุช จตุรภัทร์ ผู้อำนวยการทั่วไปฝ่ายขายและการตลาด เชฟโรเลต เซลล์ ประเทศไทย กล่าวว่า All New Captiva จะนำเข้ามาขายทั้งคันในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 ราคาจะประกาศภายหลัง ส่วนครั้งนี้จะนำมาแสดงในงานมอเตอร์โชว์ 2019 โดยคาดว่าจะทำยอดขายภายในปีนี้ทั้งสิ้น 2,000 คัน 

“กลยุทธ์ทางการตลาดที่เชฟโรเลตจะใช้คือ ราคาสมเหตุสมผล ซึ่ง แคปติวารุ่นใหม่ล่าสุดเป็นโกลบอลโปรดักส์ จัดเป็น SUV B-C ที่จะเข้ามาช่วยเสริมทัพให้เชฟโรเลตสามารถรักษาผลประกอบการให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับตัวเลขผลประกอบการในช่วง 3ปีก่อนหน้าที่มีผลประกอบการเป็นบวก 36%”

ส่วนยอดขายรถยนต์เชฟโรเลตปี 2561 รวม 20,313 แบ่งเป็นรถกระบะโคโรลาโด 17,980 คัน รถอเนกประสงค์เทรลเบลเซอร์ 2,197 คัน มาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 2% 

นายเอียน นิโคลส์ ประธานกรรมการ จีเอ็ม เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า จากความร่วมมือกับหุ้นส่วนและการดำเนินงานในระดับโลกของจีเอ็มจะทำให้เชฟโรเลตไทยสามารถนำรถยนต์ที่ผลิตและประกอบจากจีนซึ่งมีโรงงานใหญ่เข้ามาขายได้ ซึ่งจีเอ็มมีบริษัทร่วมทุนรวม 11 แห่ง ที่ดำเนินการผลิต ออกแบบระบบเทเลเมติกส์มีศูนย์การผลิตและสำนักงานกว่า 27แห่ง 

“การปฏิบัติงานของจีเอ็มในจีนทำให้สามารถผลิตและจำหน่ายรถได้เกือบ4 ล้านคันในปี2561 และการร่วมเป็นหุ้นส่วนกับเอสจีเอ็มดับเบิลยู ทำให้เชฟโรเลตไทย และแห่งอื่นๆ สามารถนำเสนอรถยนต์รุ่นต่างๆได้ 

สำหรับรถอเนกประสงค์ เชฟโรเลต แคปติวา รุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมกับพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวาง สไตล์โฉบเฉี่ยว และเทคโนโลยีอัจฉริยะ มีทั้งรุ่น 5 ที่นั่งและ 7 ที่นั่ง โดดเด่นด้วยดีไซน์ภายนอกที่สะท้อนแนวการออกแบบรถอเนกประสงค์ใหม่ล่าสุดของเชฟโรเลต เป็นกลยุทธ์สร้างการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว

“รถอเนกประสงค์ที่ให้ความคุ้มค่ารุ่นนี้ผสมผสานการออกแบบที่ร่วมสมัย เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ ความกว้างขวางของพื้นที่ภายในห้องโดยสารและ ประโยชน์ใช้สอยที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้คนในปัจจุบันที่ใช้ชีวิตเร่งรีบและต้องเดินทางอยู่ตลอดเวลา ลูกค้าจะมีความมั่นใจในการเดินทางแสวงหาความสำเร็จใหม่ๆ ตามแนวคิด Find New Roads ด้วยแคปติวา รุ่นใหม่ล่าสุดนี้”

กระจังหน้าเน้นเหลี่ยมมุมดูสง่างาม ไฟหน้าแบบ LED และเส้นสายตัวถังที่มีความสปอร์ตโฉบเฉี่ยว แคปติวา รุ่นใหม่ล่าสุดคือรถอเนกประสงค์ระดับโลกของเชฟโรเลตที่จะจำหน่ายในหลายประเทศทั่วโลก ตั้งแต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไปจนถึงอเมริกาใต้ โครงการพัฒนารถยนต์รุ่นนี้เกิดจากความเชี่ยวชาญในด้านการออกแบบที่ก้าวล้ำและศักยภาพทางวิศวกรรมของเอสเอไอซี-จีเอ็ม-วู่หลิง(เอสจีเอ็มดับเบิลยู) บริษัทร่วมทุนของจีเอ็ม ในประเทศจีน

ราคาจำหน่ายและข้อมูลต่างๆ ของเชฟโรเลต แคปติวา รุ่นใหม่นี้จะมีการประกาศให้ทราบอีกครั้งในภายหลัง หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรถอเนกประสงค์ เชฟโรเลต แคปติวา รุ่นใหม่ล่าสุด สามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมและเข้าชมรถรถรุ่นดังกล่าวได้ที่บูธเชฟโรเลต ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 40 หรือเข้าชมเว็บไซต์ https://www.chevrolet.co.th/cars/captiva/suv-captiva.html

HONDA Accord 2019 เจเนอเรชันที่ 10 ยนตรกรรมชูเทคโนโลยีการขับเคลื่อนและเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย

บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)  แนะนำ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 สู่ตลาดประเทศไทย  มาพร้อมเทคโนโลยีการขับเคลื่อน ขุมพลังเทอร์โบ เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO 190 แรงม้า และระบบ Sport Hybrid i-MMD มอบสมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังแต่คงไว้ซึ่งอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยม อีกขั้นของความมั่นใจในทุกการเดินทางด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) และเทคโนโลยีความปลอดภัยระดับพรีเมียมที่ครบครัน มาพร้อมดีไซน์ใหม่ทั้งภายนอกและภายในที่ผสมผสานเอกลักษณ์ความหรูหราและความสปอร์ตไว้ได้อย่างลงตัว โดยฮอนด้า เผยราคาประมาณการ ก่อนประกาศราคาอย่างเป็นทางการพร้อมการวางจำหน่าย ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ในเดือน พฤษภาคม 2562


พิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชั่นที่ 10 รถยนต์รุ่นดังกล่าวเป็นรุ่นแรกที่อยู่ภายใต้การขอรับส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอในโครงการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในส่วนของเทคโนโลยีไฮบริด โดยตั้งเป้ายอดขายภายใน 1 ปีหลังจากการส่งมอบไว้อยู่ที่ 9,000 คัน ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นตลาดได้เป็นอย่างดี
สำหรับการก้าวสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าในไทย เห็นว่า อาจจะไม่เร็ว เนื่องจากราคาของแบตเตอรี่ยังสูง และโครงสร้างพื้นฐานยังไม่เพียงพอ หากรัฐบาลสนับสนุนให้เป็นธุรกิจหรือสินค้าพิเศษเช่นเดียวกับจีน ที่รัฐบาลสนับสนุนให้ราคาถูกลง มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมก็จะทำให้ตลาดเกิดขึ้นได้
“ฮอนด้า แอคคอร์ด เป็นรถยนต์ที่สำคัญรุ่นหนึ่งของฮอนด้าที่ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า ทั่วโลกรวมถึงลูกค้าชาวไทย และได้ทำการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนถึงเจเนอเรชันที่ 9 โดย ฮอนด้า แอคคอร์ด เป็นรถยนต์ที่เป็นผู้นำในการนำเทคโนโลยียนตรกรรมใหม่ ๆ เข้าสู่ตลาดเพื่อต่อยอดการพัฒนายนตรกรรมเสมอมา ในปัจจุบันโลกและเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและไม่หยุดนิ่ง ครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการพัฒนายนตรกรรมให้เหนือระดับไปอีกขั้น เพื่อก้าวนำเทคโนโลยี ด้วยการก้าวข้ามข้อจำกัดและท้าทายความเชื่อแบบเดิม ๆ ครั้งนี้ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ เจเนอเรชันที่ 10 จะยังความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแห่งยนตรกรรมยุคใหม่ ทั้งเทคโนโลยีการขับเคลื่อนและเทคโนโลยีเพื่อความปลอดภัย พร้อมถ่ายทอดจิตวิญญาณความ สปอร์ตพรีเมียมผ่านดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ เพื่อพาคุณสัมผัสโลกบทใหม่แห่งยนตรกรรม”


เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร Di VTEC TURBO ให้กำลังสูงสุด 190 แรงม้า ตอบสนองได้ทันใจด้วยแรงบิด 243 นิวตัน-เมตร จากเทคโนโลยีไดเรคอินเจคชัน (Direct Injection) ฉีดจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง และเทอร์โบชาร์จเจอร์ (Turbocharger) ที่ช่วยอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้เครื่องยนต์ได้เร็วขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ได้อย่างรวดเร็ว ประสานการทำงานกับระบบเกียร์อัตโนมัติ CVT ให้สมรรถนะการขับขี่มากกว่าเครื่องยนต์ 2.4 ลิตร และให้อัตราการประหยัดน้ำมันที่ 16.4 กิโลเมตร/ลิตร ซึ่งมากกว่าเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตรในรุ่นเดิม โดยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และรองรับน้ำมัน E85 ได้อีกด้วย

ระบบขับเคลื่อน Sport Hybrid Intelligent Multi Mode Drive (i-MMD) เป็นการทำงานของเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร Atkinson-Cycle DOHC i-VTEC 4 สูบ 16 วาล์ว ผสานกับมอเตอร์ไฟฟ้าที่ทรงพลัง 2 ตัว พร้อมด้วยเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน ให้กำลังสูงสุดทั้งระบบได้ถึง 215 แรงม้า สามารถปรับเปลี่ยนโหมดการขับขี่ได้อย่างอัจฉริยะ เพื่อตอบสนองทุกการขับขี่ ได้แก่ โหมดการขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดการขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดการขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) และยังมาพร้อมโหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Drive Mode) ที่สามารถใช้งานได้อย่างง่ายดายเพียงกดปุ่ม Sport ที่อยู่บริเวณคันเกียร์ เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสอารมณ์การขับขี่ในสไตล์สปอร์ตที่สนุกสนานเร้าใจ โดยระบบ Sport Hybrid i-MMD ใหม่ เป็นระบบ Full Hybrid ที่ให้สมรรถนะการขับขี่ที่ทรงพลังและอัตราการประหยัดน้ำมันที่ดีเยี่ยมสูงถึง 24.4 กิโลเมตร/ลิตร อีกทั้งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 97 กรัม/กิโลเมตร

สู่อีกระดับของเทคโนโลยีความปลอดภัยอัจฉริยะ ฮอนด้า เซนส์ซิ่ง (Honda SENSING) ที่ผสานการทำงานของเรดาร์และกล้องด้านหน้า ในการตรวจจับสภาวะแวดล้อมบนท้องถนน ช่วยแจ้งเตือนผู้ขับขี่และช่วยควบคุมรถในสถานการณ์การขับขี่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อความปลอดภัยของตัวผู้ขับขี่ และเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน ซึ่งมาพร้อมระบบความปลอดภัยที่ล้ำสมัยมากยิ่งขึ้น ประกอบด้วย

> ระบบเตือนการชนรถและคนเดินถนนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS)

> ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผันพร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF)

> ระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS)

> ระบบเตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW)

> ระบบปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB)

ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ มีให้เลือกทั้งหมด 4 สี ได้แก่ สีใหม่ สีขาวแพลทินัม (มุก) สีดำคริสตัล (มุก) สีเงินลูนาร์ (เมทัลลิก) และสีเทาโมเดิร์นสตีล (เมทัลลิก) มาพร้อมสีภายในห้องโดยสาร 3 สี ได้แก่ สีไอวอรี่เบจ สีดำ และ สีน้ำตาล (เฉพาะรุ่น HYBRID TECH) ซึ่งขึ้นอยู่กับสีตัวรถภายนอก
 
โดยมีให้เลือก 3 รุ่น ได้แก่
> รุ่น HYBRID TECH ราคาไม่เกิน 1,800,000 บาท
> รุ่น HYBRID ราคาไม่เกิน 1,650,000 บาท
> รุ่น TURBO EL ราคาไม่เกิน 1,500,000 บาท
ทางฮอนด้า จะประกาศราคาอย่างเป็นทางการพร้อมการวางจำหน่าย ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ในเดือนพฤษภาคม 2562 ทั้งนี้ ลูกค้าที่สนใจสามารถสัมผัสรถยนต์ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ได้ที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 40 ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2562 นี้ ณ บูธ A9 อาคารชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของ ฮอนด้า แอคคอร์ด ใหม่ ก่อนใครได้ภายในงานหรือที่โชว์รูมฮอนด้าทั่วประเทศ หรือ www.honda.co.th/accord
หมายเหตุ:
– อุปกรณ์มาตรฐานแตกต่างกันในแต่ละรุ่น
– สีภายในแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับสีภายนอก
– สีขาวแพลทินัม (มุก) เพิ่ม 12,000 บาท และสีดำคริสตัล (มุก) เพิ่ม 8,000 บาท

GM finds its balance with sales of pickups

Detroit — General Motors‘ strategy of producing its current pickups through the launch of the next-gen Chevrolet Silverado and GMC Sierra appears to be working but will be tested through the end of the year.

Despite sales declines in the third quarter, including estimated double-digit slides in September, sales of the pickups are actually up 0.6 percent for the year through September.

“Our brands are very well-positioned for the fourth quarter when our next wave of new products start shipping in high volume,” said Kurt McNeil, GM U.S. vice president of sales operations, citing some concern about low inventories.

Because of those concerns, GM curtailed incentives last month. That contributed to estimated declines of 19 percent for the Silverado and 35 percent for the Sierra, according to the Automotive News Data Center.

“It is a really tricky balance. You never know how a launch is going to go,” said Michelle Krebs, executive analyst at Autotrader. “They’ve sold down well. It’s going to be really important for them to ramp up without any glitches.”

The incentive pullback allowed Fiat Chrysler’s Ram pickup to outsell the Silverado for the past two months in the U.S., according to estimates from the Automotive News Data Center.

GM’s incentive spending, according to Autodata, was down $710 for Sierra and down $315 for Silverado compared with August. For the year, incentive spending on the Silverado was $6,186 — up $787 from a year earlier — and down $802 on Sierra to $4,542, Autodata reports.

That compares with Ford’s average incentive spending on the F series of $3,880 per unit through September. Ram, which also launched a redesigned pickup at the beginning of the year and continues to produce the previous generation, was at $6,183 — up $58 from a year ago.

FCA and GM had similar strategies for continuing to produce the outgoing pickup with the redesigned version, but they implemented the plans differently.

GM did so while changing its plants over and shipping the trucks from Fort Wayne, Ind., to its Oshawa, Ontario, plant for final assembly and paint. FCA, which had some early production problems, is building the redesigned trucks at a new plant.

“We haven’t heard about production issues with GM like we did with Ram,” Edmunds senior analyst Ivan Drury said. “That was one of the biggest hindrances for them. They couldn’t get their lineup out when it was supposed to happen.”

Ram’s pickup sales are even with last year.

GM hasn’t said when it plans to stop producing the outgoing model. FCA is expected to continue producing the outgoing model until the end of 2019 or early 2020.

Mercedes will roll out GLC fuel cell crossover to help refine tech

Detroit — General Motors‘ strategy of producing its current pickups through the launch of the next-gen Chevrolet Silverado and GMC Sierra appears to be working but will be tested through the end of the year.

Despite sales declines in the third quarter, including estimated double-digit slides in September, sales of the pickups are actually up 0.6 percent for the year through September.

Our brands are very well-positioned for the fourth quarter when our next wave of new products start shipping in high volume,” said Kurt McNeil, GM U.S. vice president of sales operations, citing some concern about low inventories.

Because of those concerns, GM curtailed incentives last month. That contributed to estimated declines of 19 percent for the Silverado and 35 percent for the Sierra, according to the Automotive News Data Center.

“It is a really tricky balance. You never know how a launch is going to go,” said Michelle Krebs, executive analyst at Autotrader. “They’ve sold down well. It’s going to be really important for them to ramp up without any glitches.”

The incentive pullback allowed Fiat Chrysler’s Ram pickup to outsell the Silverado for the past two months in the U.S., according to estimates from the Automotive News Data Center.

GM’s incentive spending, according to Autodata, was down $710 for Sierra and down $315 for Silverado compared with August. For the year, incentive spending on the Silverado was $6,186 — up $787 from a year earlier — and down $802 on Sierra to $4,542, Autodata reports.

That compares with Ford’s average incentive spending on the F series of $3,880 per unit through September. Ram, which also launched a redesigned pickup at the beginning of the year and continues to produce the previous generation, was at $6,183 — up $58 from a year ago.

FCA and GM had similar strategies for continuing to produce the outgoing pickup with the redesigned version, but they implemented the plans differently.

GM did so while changing its plants over and shipping the trucks from Fort Wayne, Ind., to its Oshawa, Ontario, plant for final assembly and paint. FCA, which had some early production problems, is building the redesigned trucks at a new plant.

“We haven’t heard about production issues with GM like we did with Ram,” Edmunds senior analyst Ivan Drury said. “That was one of the biggest hindrances for them. They couldn’t get their lineup out when it was supposed to happen.”

Ram’s pickup sales are even with last year.

GM hasn’t said when it plans to stop producing the outgoing model. FCA is expected to continue producing the outgoing model until the end of 2019 or early 2020.

Dealer agency warns carmakers on ‘safest’ label after Tesla boast

Detroit — General Motors‘ strategy of producing its current pickups through the launch of the next-gen Chevrolet Silverado and GMC Sierra appears to be working but will be tested through the end of the year.

Despite sales declines in the third quarter, including estimated double-digit slides in September, sales of the pickups are actually up 0.6 percent for the year through September.

Our brands are very well-positioned for the fourth quarter when our next wave of new products start shipping in high volume,” said Kurt McNeil, GM U.S. vice president of sales operations, citing some concern about low inventories.

Because of those concerns, GM curtailed incentives last month. That contributed to estimated declines of 19 percent for the Silverado and 35 percent for the Sierra, according to the Automotive News Data Center.

“It is a really tricky balance. You never know how a launch is going to go,” said Michelle Krebs, executive analyst at Autotrader. “They’ve sold down well. It’s going to be really important for them to ramp up without any glitches.”

The incentive pullback allowed Fiat Chrysler’s Ram pickup to outsell the Silverado for the past two months in the U.S., according to estimates from the Automotive News Data Center.

GM’s incentive spending, according to Autodata, was down $710 for Sierra and down $315 for Silverado compared with August. For the year, incentive spending on the Silverado was $6,186 — up $787 from a year earlier — and down $802 on Sierra to $4,542, Autodata reports.

That compares with Ford’s average incentive spending on the F series of $3,880 per unit through September. Ram, which also launched a redesigned pickup at the beginning of the year and continues to produce the previous generation, was at $6,183 — up $58 from a year ago.

FCA and GM had similar strategies for continuing to produce the outgoing pickup with the redesigned version, but they implemented the plans differently.

GM did so while changing its plants over and shipping the trucks from Fort Wayne, Ind., to its Oshawa, Ontario, plant for final assembly and paint. FCA, which had some early production problems, is building the redesigned trucks at a new plant.

“We haven’t heard about production issues with GM like we did with Ram,” Edmunds senior analyst Ivan Drury said. “That was one of the biggest hindrances for them. They couldn’t get their lineup out when it was supposed to happen.”

Ram’s pickup sales are even with last year.

GM hasn’t said when it plans to stop producing the outgoing model. FCA is expected to continue producing the outgoing model until the end of 2019 or early 2020.

Ford supplier Flex-n-Gate opens $160 million plant in Detroit

Detroit — General Motors‘ strategy of producing its current pickups through the launch of the next-gen Chevrolet Silverado and GMC Sierra appears to be working but will be tested through the end of the year.

Despite sales declines in the third quarter, including estimated double-digit slides in September, sales of the pickups are actually up 0.6 percent for the year through September.

Our brands are very well-positioned for the fourth quarter when our next wave of new products start shipping in high volume,” said Kurt McNeil, GM U.S. vice president of sales operations, citing some concern about low inventories.

Because of those concerns, GM curtailed incentives last month. That contributed to estimated declines of 19 percent for the Silverado and 35 percent for the Sierra, according to the Automotive News Data Center.

“It is a really tricky balance. You never know how a launch is going to go,” said Michelle Krebs, executive analyst at Autotrader. “They’ve sold down well. It’s going to be really important for them to ramp up without any glitches.”

The incentive pullback allowed Fiat Chrysler’s Ram pickup to outsell the Silverado for the past two months in the U.S., according to estimates from the Automotive News Data Center.

GM’s incentive spending, according to Autodata, was down $710 for Sierra and down $315 for Silverado compared with August. For the year, incentive spending on the Silverado was $6,186 — up $787 from a year earlier — and down $802 on Sierra to $4,542, Autodata reports.

That compares with Ford’s average incentive spending on the F series of $3,880 per unit through September. Ram, which also launched a redesigned pickup at the beginning of the year and continues to produce the previous generation, was at $6,183 — up $58 from a year ago.

FCA and GM had similar strategies for continuing to produce the outgoing pickup with the redesigned version, but they implemented the plans differently.

GM did so while changing its plants over and shipping the trucks from Fort Wayne, Ind., to its Oshawa, Ontario, plant for final assembly and paint. FCA, which had some early production problems, is building the redesigned trucks at a new plant.

“We haven’t heard about production issues with GM like we did with Ram,” Edmunds senior analyst Ivan Drury said. “That was one of the biggest hindrances for them. They couldn’t get their lineup out when it was supposed to happen.”

Ram’s pickup sales are even with last year.

GM hasn’t said when it plans to stop producing the outgoing model. FCA is expected to continue producing the outgoing model until the end of 2019 or early 2020.

Porsche sees opportunity to broaden subscriptions

Detroit — General Motors‘ strategy of producing its current pickups through the launch of the next-gen Chevrolet Silverado and GMC Sierra appears to be working but will be tested through the end of the year.

Despite sales declines in the third quarter, including estimated double-digit slides in September, sales of the pickups are actually up 0.6 percent for the year through September.

Our brands are very well-positioned for the fourth quarter when our next wave of new products start shipping in high volume,” said Kurt McNeil, GM U.S. vice president of sales operations, citing some concern about low inventories.

Because of those concerns, GM curtailed incentives last month. That contributed to estimated declines of 19 percent for the Silverado and 35 percent for the Sierra, according to the Automotive News Data Center.

“It is a really tricky balance. You never know how a launch is going to go,” said Michelle Krebs, executive analyst at Autotrader. “They’ve sold down well. It’s going to be really important for them to ramp up without any glitches.”

The incentive pullback allowed Fiat Chrysler’s Ram pickup to outsell the Silverado for the past two months in the U.S., according to estimates from the Automotive News Data Center.

GM’s incentive spending, according to Autodata, was down $710 for Sierra and down $315 for Silverado compared with August. For the year, incentive spending on the Silverado was $6,186 — up $787 from a year earlier — and down $802 on Sierra to $4,542, Autodata reports.

That compares with Ford’s average incentive spending on the F series of $3,880 per unit through September. Ram, which also launched a redesigned pickup at the beginning of the year and continues to produce the previous generation, was at $6,183 — up $58 from a year ago.

FCA and GM had similar strategies for continuing to produce the outgoing pickup with the redesigned version, but they implemented the plans differently.

GM did so while changing its plants over and shipping the trucks from Fort Wayne, Ind., to its Oshawa, Ontario, plant for final assembly and paint. FCA, which had some early production problems, is building the redesigned trucks at a new plant.

“We haven’t heard about production issues with GM like we did with Ram,” Edmunds senior analyst Ivan Drury said. “That was one of the biggest hindrances for them. They couldn’t get their lineup out when it was supposed to happen.”

Ram’s pickup sales are even with last year.

GM hasn’t said when it plans to stop producing the outgoing model. FCA is expected to continue producing the outgoing model until the end of 2019 or early 2020.